วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552
ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้
ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันเกิดจากการพัฒนา การปรับตัว ปรับวิถีชีวิตของคนในภาคใต้ที่ประกอบด้วยคนไทยและอีกหลายชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันในคาบสมุทรมีคนมาเลย์ คนจีน และคนที่มาจากอินเดียฝ่ายใต้ แต่กลุ่มชนที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ไทยสยาม โดยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นแหลมทอง มีทะเลกว้างใหญ่ขนาบอยู่ทั้งสองข้าง มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งในทะเล และบนแผ่นดิน อันล้วนเป็นเขตมรสุมใกล้เส้นศูนย์สูตร มีผู้คนหลายชาติ หลายภาษา หลายวัฒนธรรมเดินทางมาทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อมาตั้งหลักแหล่ง แสวงหาโภคทรัพย์และทำมาค้าขายเป็นเวลาติดต่อกันยาวนานกว่าพันปี มีการตั้งถิ่นฐานทำมาหากินกันหลายลักษณะ ทั้งบริเวณชายทะเล ที่ราบระหว่างชายทะเลกับเทือกเขา หลังเขา และตามสายน้ำน้อยใหญ่จำนวนมากที่ไหลจากเทือกเขาลงสู่ทะเลทั้งสองด้าน ภูมิปัญญาของภาคใต้จึงมีความหลากหลาย ทั้งที่ได้พัฒนาการจากการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ หรือคนต่างถิ่นที่พกพามาจากแหล่งอารยธรรมต่างๆ จนหลอมรวมกัน เกิดเป็นภูมิปัญญาประจำถิ่น ซึ่งมีอยู่ในหลายลักษณะ คือภูมิปัญญาในด้านการดำรงชีพภูมิปัญญาในด้านความสัมพันธ์และการพึ่งพาภูมิปัญญาในด้านหัตถกรรมพื้นบ้านภูมิปัญญาในด้านสมุนไพร ภูมิปัญญาในด้านทัศนะคติภูมิปัญญาในด้านการปลูกฝังคุณธรรมภูมิปัญญาในด้านการดำรงชีพการแสวงหาปัจจัยพื้นฐานของการยังชีพถือเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นของชนทุกชาติทุกภาษา ซึ่งวิธีการจะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม สำหรับชนชาวใต้ที่มีทำเลตั้งถิ่นฐานค่อนข้างหลากหลายคือ มีทั้งที่ราบตามแนวชายฝั่ง ปากอ่าว ท่าเรือ ที่ราบเชิงเขา หลังเขา ตามแนวสายน้ำน้อยใหญ่ บนเกาะ ประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน ทำให้ชาวใต้ได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ ความสามารถ อย่างมากมายในการจัดการและปรับตัวให้สามารถดำรงอยู่อย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ซึ่งมีอยู่หลายประการ คือ1. การขุดสระน้ำ เพื่อให้ได้น้ำจืดใสสะอาดไว้กินไว้ใช้ตลอดทั้งปี เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล ยามที่น้ำขึ้น น้ำเค็มจะไหลเอ่อเข้ามาในแผ่นดิน จะอาศัยอาบกินก็ไม่สะดวก ดังนั้นจึงเกิดภูมิปัญญาในการหาทำเลขุดบ่อน้ำ ซึ่งบริเวณที่เหมาะสมควรจะเป็นพื้นที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้-บริเวณที่มีหญ้าขึ้นในฤดูแล้ง-บริเวณที่มีต้นกะพ้อ มะเดื่อ หรือมีจอมปลวก เป็นบริเวณที่มีความชื้นอยู่มาก น้ำใต้ดินอยู่ในระดับตื้น-ทดสอบโดยใช้กะลามะพร้าวผาซีก ไปคว่ำไว้ตามจุดที่สงสัยว่าจะมีตาน้ำ เมื่อหงายดู ถ้าพบว่ามีหยดน้ำจับอยู่มากก็เชื่อได้เลยว่าตาน้ำอยู่ไม่ลึก2. การปลูกต้นไม้บริเวณบ้าน ชาวใต้มีความเชื่อทำนองเดียวกันกับภาคอื่นว่าการปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านต้องเลือกปลูกเฉพาะไม้ที่เป็นมงคลและปลูกให้ถูกทิศทาง โดยมีประโยชน์แฝงไว้เพื่อให้เกิดความร่มเย็นทั้งกายใจ ส่วนที่ห้ามปลูกในบริเวณบ้าน เป็นพวกไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขามาก หรือชื่อไม่เป็นมงคล เช่น เต่าร้าง ลั่นทม ความเชื่อนี้เกิดขึ้นโดยอาศัยความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการโคจรของดวงอาทิตย์ ทิศทางของลมมรสุม ความหนักเบาของฝน ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัน รวมถึงความเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ในแต่ละพันธุ์ด้วย3. การปลูกสร้างบ้านเรือน จะมีลักษณะแตกต่างจากภาคอื่นๆ คือ-ชาวใต้นิยมแผ้วถางพื้นที่บริเวณบ้านให้เตียนเรียบจนเห็นเป็นพื้นทรายขาวสะอาด มีเหตุผลด้านสภาพแวดล้อมคือ การเดินเข้าออกสะดวก ปลอดภัยจากสัตว์ร้าย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ที่มีอยู่อย่างชุกชุม-บ้านเรือนมีหลังคาเตี้ยลาดชัน ยกพื้นสูง และไม่ฝังเสาลงดิน แต่จะวางอยู่บนตีนเสาที่เป็นก้อนหิน ไม้เนื้อแข็ง หรือ แท่งซีเมนต์หล่อ เนื่องจากฝนตกชุก ทำให้ดินอ่อนตัว โอกาสที่เสาจะทรุดตัวมีได้มาก นอกจากนี้แล้วยังเป็นการป้องกันปลวกและเชื้อรากัดกิน -ไม่ปลูกบ้านขวางตะวัน นิยมปลูกหันหน้าไปในแนวเหนือใต้ เพื่อหลบแสงแดดที่จะส่องเข้าบ้าน 4. อุบายในการครองชีพ สังคมของชาวใต้มีเคล็ดหรืออุบายในการดำรงชีพและการทำมาหากินตามสภาพแวดล้อมหลายประการคือ-เครื่องหมายแสดงเจตจำนง แต่เดิมชาวใต้ไม่รู้หนังสือหรือแม้จะรู้บ้าง แต่การสื่อความหมายโดยใช้เครื่องหมายบอกเจตจำนงก็ยังนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ยอมรับเป็นกติกาแห่งสังคมที่อยู่กินกันแบบพึ่งพาอาศัย ที่นิยมใช้กัน คือ เครื่องหมาย “ห้าม” “ขอ” “ขัดใจ”ห้าม หรือภาษาถิ่นที่เรียกว่า ปักกำ กาหยัง หรือ กาแย เป็นเครื่องหมายที่จะนำไปปักไว้ในที่หวงห้าม เช่น ห้ามจับปลาในหนองน้ำ ห้ามนำวัวควายเข้ามากินหญ้าขอ เป็นเครื่องหมายที่จะนำไปปักไว้ในที่ที่ต้องการจะขอจากเจ้าของ แต่ไม่มีโอกาสร้องขอด้วยวาจา เช่น ขอเข้าไปแผ้วถางป่าเพื่อปลูกพืชผลขัดใจ เป็นเครื่องหมายที่ใช้คู่กับเครื่องหมาย ห้าม เพื่อเพิ่มน้ำหนัก ถ้ามีการละเมิดก็จะต้องมีการขัดใจกัน-ชาวไทยพุทธในภาคใต้ไม่นิยมกินเนื้อกระบือ เนื่องจากเป็นสัตว์มีคุณที่ได้อาศัยทำมาหากิน จึงไม่ควรฆ่ากิน-ชาวใต้จะเกี่ยวข้าวโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า แกะ เพื่อเก็บเอาเฉพาะรวงเท่านั้น เพราะข้าวที่เก็บเกี่ยวเป็นพันธุ์ต้นสูง สำหรับหนีน้ำ บางครั้งต้องพายเรือเกี่ยวข้าว -ชาวใต้นิยมกินผักสด หรือที่เรียกว่า ผักเหนาะ เนื่องจากภาคใต้อุดมไปด้วยพืชผักพื้นบ้านนานาชนิด ที่สะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ มีคุณค่าทางด้านโภชนาการสูง อีกทั้งยังเป็นสมุนไพร ช่วยบำรุงร่างกาย รวมทั้งช่วยตัดทอนความเผ็ดร้อนของอาหาร เมื่อประกอบกับอาหารประเภทอื่นที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งหอย ปู กุ้ง ปลา ทำให้คนใต้มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บภูมิปัญญาในด้านความสัมพันธ์และการพึ่งพาจากสภาพภูมิศาสตร์ของภาคใต้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายเป็นตัวกำหนดสำคัญที่ทำให้ชุมชนแตกต่างไปจากภาคอื่นๆ ทั้งลักษณะการตั้งถิ่นฐาน และการทำมาหากิน อย่างสำคัญประการหนึ่งคือชุมชนต่างๆ ของชาวใต้ ไม่อาจอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเองโดยลำพัง ชาวสวนผลไม้ สวนยาง และเหมืองแร่ในป่า ต้องการข้าว กะปิ น้ำปลา กุ้งแห้ง จากหมู่บ้านพื้นราบหรือชายฝั่ง ขณะเดียวกันหมู่บ้านเหล่านี้ก็ต้องการของป่า เครื่องเทศ สมุนไพร ฟืนจากป่าเขา การไปมาหาสู่กันเพื่อแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหารของกินของใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็นและได้ทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน ก่อให้เกิดกลไกความสัมพันธ์และการพึ่งพาระหว่างคนต่างชุมชน ซึ่งเป็นแบบฉบับของชนชาวใต้ดังเช่นปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้ 1. ธรรมเนียมการเป็นเกลอกัน มักจะทำกันตั้งแต่ยังเล็กๆ โดยพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายจัดการให้ เพราะต้องการสานมิตรไมตรีที่ผูกพันกันอยู่ก่อนแล้วให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่ก็มีไม่น้อยคู่ที่ยินดีเป็นเกลอกันเองเพราะได้รู้จักมักคุ้นกันเป็นพิเศษ เมื่อเป็นเกลอกันแล้วญาติของทั้งสองฝ่ายต่างให้ความรักใคร่ผูกพันคู่เกลอเสมือนญาติคนหนึ่ง2. วันนัด เป็นวันที่จัดให้มีตลาดนัดขึ้นเพื่อชุมชนจะได้ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้ในท้องถิ่นนั้นๆ โดยกำหนดสถานที่หมุนเวียนกันไป นอกจากนี้แล้วยังใช้เป็นวันนัดหมายพบปะกันแทนการใช้ปฏิทิน สำหรับชี้แจงข้อราชการ หรือกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่นต่างๆ3. วันว่าง จะตรงกับวันสงกรานต์ของภาคอื่นๆ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติจะแตกต่างกัน โดยตลอดระยะเวลาวันว่าง ทุกครัวเรือนจะหยุดทำมาหากิน ไม่ด่าว่าร้ายใคร ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ดูแลบ้านเรือนของตนให้สะอาด รักษาอารมณ์ให้แจ่มใส แสดงกตเวทีต่อผู้ใหญ่ด้วยการรดน้ำดำหัว และตักบาตรฟังธรรม4. กินงาน กินวาน ข้าวหม้อแกงหม้อ เป็นวัฒนธรรมการพึ่งพาของชาวใต้โดยใช้ธรรมเนียมการกินเป็นตัวชักนำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือเกื้อกูลกันในงานที่แต่ละครอบครัวไม่สามารถทำเองได้ เช่น งานศพ งานบวช เกี่ยวข้าว ทอดกฐิน และทอดผ้าป่า ภูมิปัญญาในด้านหัตถกรรมพื้นบ้านหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้เป็นภูมิปัญญาและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมเกษตรกรรมที่ได้มีการสืบสานความรู้ ความสามารถและความชำนาญต่างๆ มายังคนรุ่นปัจจุบัน สิ่งใดประดิษฐ์ขึ้นใช้แล้วไม่ได้ผลหรือมีสิ่งอื่นที่ดีกว่าก็จะเสื่อมสลายไป สิ่งใดใช้ได้ดีและสะดวกต่อการผลิตสิ่งนั้นก็ยังคงอยู่ อีกทั้งยังมีการสอดแทรกคุณค่าทางด้านศิลปะลงในงานด้วย หัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้เป็นการนำเอาวัตถุดิบในธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชพรรณที่มีอยู่อย่างมากมาย ทั้งบนบกและในน้ำ เช่น ไม้ไผ่ หวาย กระจูด กก มะพร้าว ลิเพา รวมถึงปาล์ม นำมาดัดแปลงเป็นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น-ไม้ไผ่ ลำต้นสามารถใช้เป็นส่วนผสมของยาหลายขนาน เป็นแร้วดักสัตว์ ทำตะกร้า กระบุง เข่ง ชลอม และทำแพ ส่วนหน่อใช้ปรุงเป็นอาหาร-มะพร้าว รากสามารถใช้ทำยา ลำต้นใช้ทำเสาและเครื่องเรือน ผลนำมารับประทานหรือปรุงอาหาร ใบใช้ห่อของหรือทำไม้กวาด-ย่านลิเพา นำมาทำของใช้ ที่นิยมกันได้แก่ นหมาก กล่องยาเส้น พาน และหมวก มีราคาค่อนข้างสูง เพราะเป็นงานจักสานที่ต้องใช้ความประณีตบรรจง -ปาล์ม หรือ หมาก ใช้ทำภาชนะตักน้ำที่เรียกว่า “หมา” โดยทำมาจากส่วนที่เป็นกาบหรือใบ สามารถใช้ตักหรือวิดน้ำได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วยังมีงานหัตถกรรมที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ เหล็กขูด หรือ กระต่ายขูดมะพร้าว สำหรับนำเนื้อมะพร้าวมาทำอาหารทั้งคาว-หวาน โดยจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามจินตนาการของผู้ประดิษฐ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปสัตว์ แสดงให้เห็นถึงความมีอารมณ์ขันและมีวัฒนธรรมการรับประทานที่ผูกพันอยู่กับมะพร้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในดินแดนแถบนี้ภูมิปัญญาในด้านสมุนไพรตั้งแต่อดีตกาลภาคใต้เป็นดินแดนที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย แม้ในปัจจุบันจะได้นำไปใช้บ้าง แต่ก็ยังคงความอุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ความรู้และประสบการณ์ของบรรพบุรุษในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรได้ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง สมุนไพรถือเป็นภูมิปัญญาที่ชาวใต้ได้รับการถ่ายทอดมาจนปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ชาวใต้ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับป่าดงพงไพร ความจำเป็นเมื่อเจ็บป่วยบังคับให้คนเหล่านี้ต้องเสี่ยงชีวิตเก็บเอาสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็น พืช สัตว์ หรือสินแร่ มาทดลองใช้ในลักษณะลองผิดลองถูก จนประจักษ์แจ้งในสรรพคุณของสิ่งที่ใช้บำบัดรักษา ดังเช่น พวกเงาะป่า ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งขุนเขาและมีความชำนาญในเรื่องสมุนไพร สิ่งที่พวกเขานำมาใช้เป็นสมุนไพรทั้งที่เป็นยาบำบัดและยาบำรุง อันมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของคนกลุ่มอื่น ได้แก่ ยาแก้ปวดเมื่อย พวกเงาะจะเรียกว่า “เลาะเคาะ” เป็นพืชคล้ายต้นฝรั่ง ใช้ต้มเอาน้ำมานวดบริเวณที่ปวดเมื่อย ยาคุมกำเนิด เป็นรากไม้ให้ผู้หญิงแทะกินหรือกินกับหมาก ยาเสริมกำลังทางเพศ หรือ “ตาง๊อต” มีลักษณะคล้ายหัวเผือก เปลือกสีขาว ใช้กินสดหรือแห้งก็ได้ โดยส่วนใหญ่แล้วยาขนานต่างๆ เหล่านี้เป็นการใช้สมุนไพรเพียงชนิดเดียวในทำนองเดียวกันคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม คนไทยเชื้อสายจีน ก็ย่อมเก็บสะสมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารและยาที่มีคุณค่าต่อร่างกาย โดยการบอกกล่าวกันต่อๆ มา หรือได้ทดลองด้วยตัวเอง เริ่มจากของใกล้ตัว เช่น หอม กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ จนขยายขอบเขตกว้างขวางออกไปเป็นการใช้พืชพรรณในป่า นอกจากนั้นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับคนต่างชาติพันธุ์ ล้วนเป็นการขยายฐานความรู้และเกิดการพัฒนาปรับปรุงเป็นยาขนานต่างๆ มากขึ้น เช่น ยากระชับลำไส้ ซึ่งเป็นส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด ใช้ขับลมในกระเพาะอาหาร ยากำลังราชสีห์ เป็นส่วนผสมของดอกไม้หลายชนิด ใช้สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้วมีบุตรยากช่วยให้มีบุตรได้ ยาแก้โรคไต เป็นส่วนผสมของรากไม้หลายชนิดดองกับเหล้าขาว ใช้บรรเทาอาการปวดหลัง ปวดเอว นอกจากนี้แล้วเพื่อให้เกิดผลในทางจิตวิทยา หรือเป็นกำลังใจให้กับคนป่วย อาจจะมีการร่ายเวทมนต์คาถาประกอบภูมิปัญญาในด้านทัศนคติโดยภาพรวมแล้วทัศนคติต่อสิ่งแวดล้อมของชาวใต้มิได้แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นเท่าใดนัก เว้นแต่จะผูกพันแนบแน่นอยู่กับธรรมชาติที่เป็นคาบสมุทร รวมทั้งการได้แลกเปลี่ยนสังสรรค์กับคนจากวัฒนธรรมอื่นอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานับพันปี ทำให้เกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสภาพดังกล่าวนี้เป็นลักษณะเด่นที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติที่เป็นภูมิปัญญาเฉพาะถิ่น และถือปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานของชาวใต้ ดังเช่นต่อไปนี้1. ด้านสิ่งแวดล้อม คนในภาคใต้มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับธรรมชาติในลักษณะที่ได้รับการเกื้อกูลจากธรรมชาติอย่างล้นเหลือมาแต่อดีต เพียงแค่เก็บเกี่ยวเอาทรัพยากรที่มีอยู่มากินใช้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองก็อยู่ได้อย่างสบายโดยไม่ต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษเหมือนกับภูมิภาคอื่น ในทัศนะของชาวใต้ คนจึงมีสถานะเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติที่ยอมรับอิทธิพลของธรรมชาติ จะเห็นได้จากการปลูกสร้างบ้านเรือน การทำมาหากิน ดังนั้นคนที่นี่จึงเคารพธรรมชาติ จะทำการสิ่งใดเพื่อการครองชีพก็จะบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องคุ้มครองอยู่ ดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมต่างๆ เช่น-พิธีขอป่า เป็นพิธีกรรมที่ชาวบ้านภาคใต้ทำขึ้นเพื่อขอตัดไม้ในป่า สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนหรือที่ทำกิน โดยการนำอาหารคาวหวานพร้อมกับตัดกิ่งไม้เป็นรูปตะขอมาเซ่นไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา แล้วอธิษฐานขออนุญาตเข้าถางป่า นอกจากนี้แล้วการแสดงออกถึงการยอมรับนับถือความสำคัญของธรรมชาติและปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติยังเห็นได้ในพิธีกรรมการเคารพแม่โพสพ เคารพขุนเขา และเคารพแผ่นดินเกิดด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ พืชพรรณธัญญาหารที่มีอยู่ทั่วไปไม่ขาดแคลน ประกอบกับความศรัทธาในศาสนาที่สอนให้ไม่โลภ ไม่สะสม หมั่นทำบุญทำทาน เมื่อเปรียบเทียบกับคนในภูมิภาคอื่น คนใต้จึงดูสมถะ เรียบง่าย เพียงพอแล้วในปัจจัยสี่ จุดมุ่งหมายของชีวิตไม่ได้หยุดอยู่ที่การกินอยู่อย่างมั่งคั่ง หากแต่จะอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด2. การปกครอง ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมาหัวเมืองปักษ์ใต้มิได้ถูกปกครองอย่างใกล้ชิดจากเมืองราชธานี แต่จะอาศัยเมืองหลักอย่างนครศรีธรรมราชและสงขลาเป็นศูนย์กลางปกครองดูแลอีกต่อหนึ่ง ฉะนั้นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเมืองหลวงกับหัวเมืองปักษ์ใต้จึงไม่ใช่การรวมศูนย์อำนาจอย่างเข้มข้น หัวเมืองต่างๆ มีอิสระในการปกครองและดูแลกันเอง ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นแบบนี้ทั้งหมด แต่หลายๆ หมู่บ้านก็เกิดจากการสร้างตัวด้วยลำแข้งของตนเองท่ามกลางสภาพธรรมชาติที่เกื้อกูลเป็นอันดี ชาวใต้จึงมีทัศนะในการปกครองแบบพึ่งพาตนเอง รักอิสระ รักความเป็นธรรม 3. สถานภาพ สังคมของคนชาวใต้ให้ความสำคัญกับเพศชายสูงกว่าเพศหญิง ขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังให้ผู้หญิงเป็นผู้มีคุณค่าสมเป็นกุลสตรีไทย ซึ่งมีทัศนะต่างๆ ดังต่อไปนี้-การยกย่องบุรุษเพศในการเป็นหัวหน้าครอบครัว พร้อมกันนั้นก็คาดหวังว่าบุรุษต้องเป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรม และต้องเป็นคนจริง คือ เชื่อถือได้ไม่เหลวไหล-ในการยกย่องบุรุษเพศ ชาวใต้นิยมนับถือ นักเลง ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีบุคลิคพิเศษ มีน้ำใจ เป็นคนใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย รักษาคำพูด รักพวกพ้อง ซึ่งในท้องถิ่นที่ฝ่ายปกครองดูแลไม่ทั่วถึง นักเลงจะทำหน้าที่ดูแลจัดการให้ท้องถิ่นมีความสงบเรียบร้อย พร้อมๆ กับคอยปกปักรักษาผลประโยชน์ของตนเองและบริวาร ไม่ให้นักเลงถิ่นอื่นเข้ามารังแก-ชาวใต้ให้คุณค่าต่อพรหมจารีของผู้หญิงสูงมาก โดยยึดถือกันทั่วไปว่า สตรีต้องรักนวลสงวนตัว ประพฤติตนเรียบร้อย สำรวมกริยามารยาท มีความเป็นแม่ศรีเรือน ข้อยึดถือเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงภาคใต้จะไม่สนทนาปราศรัยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่น่าไว้วางใจ ฝ่ายผู้ชายก็จะไม่มีนิสัยพูดจาแทะโลมผู้หญิงการปลูกฝังคุณธรรมในความเป็นสังคมเปิดที่มีเครือข่ายระบบความสัมพันธ์กว้างขวางและต้องปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง พร้อมๆ กับการที่ต้องรักษาความเชื่อแบบธรรมเนียมที่เป็นบรรทัดฐานของสังคมไว้เพื่อให้การดำเนินชีวิตราบรื่นผาสุขตามครรลองที่สืบทอดกันมา สังคมชาวใต้จึงมีกรรมวิธีปลูกฝังรักษาความเชื่อและบรรทัดฐานของสังคมไว้ในหลายๆ วิธี ด้วยการอาศัย บ้าน ชุมชน วัด พิธีกรรม วรรณกรรมท้องถิ่น เป็นตัวถ่ายทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมคำสอน สุภาษิต ตลอดจนการละเล่นต่างๆ เมื่อคนเติบโตขึ้นท่ามกลางค่านิยมและแบบอย่างความประพฤติ ในสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและกิจกรรมตามขนบประเพณีที่ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดหรือตอกย้ำ ก็จะเกิดการซึมซับรับเอาโดยอัตโนมัติ ซึ่งชาวใต้มีวิธีการปลูกฝังและรักษาบรรทัดฐานของสังคมดังนี้1. เพลงกล่อมเด็ก สังคมภาคใต้เป็นสังคมเกษตรกรรมเน้นการบอกเล่ามากกว่าการอ่าน การปลูกฝังจึงเริ่มตั้งแต่เยาว์วัยด้วยการอบรมเลี้ยงดูในบ้านอันประกอบด้วย พ่อแม่ และเครือญาติ ด้วยน้ำเสียงที่เห่กล่อมก่อให้เกิดความอบอุ่นและสุขกายสบายใจแก่เด็กอ่อน ส่วนเนื้อหาที่แฝงอยู่ด้วยเรื่องคุณธรรมเป็นสิ่งที่ต้องการจะสื่อให้กับเด็กโตที่พอจะเข้าใจ รวมทั้งวงศาคณาญาติที่ได้ยินได้ฟัง2. วรรณกรรมคำสอนและสุภาษิต สังคมภาคใต้มีวรรณกรรมที่ยึดหลักคำสอนของพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีการสอดแทรกคตินิยมพื้นบ้านไว้ด้วยโดยประสมประสานกันไป ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือแนะนำสั่งสอนจริยธรรม ค่านิยม ให้คนในสังคมทุกลำดับชั้น ดังเช่น -สุภาษิตร้อยแปด พุทธภาษิต ต้นสมุดสุภาษิต เป็นวรรณกรรมที่ใช้สำหรับสอนบุคคลทั่วไป ให้รู้จักประมาณตน เว้นจากอบายมุข มีคุณธรรม-ปริศนาสอนน้อง สุภาษิตสอนหญิงคำกาพย์ เป็นวรรณกรรมที่ใช้สำหรับสอนสตรี ให้มีมารยาทดีงาม-พาลีสอนน้อง เป็นวรรณกรรมที่ใช้สำหรับสอนขุนนางข้าราชการ ให้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ รักเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นที่พึ่งของประชาชน-พระอนิจจลักขณุกถา เป็นวรรณกรรมที่ใช้สำหรับสอนพระสงฆ์ ให้เคร่งในศีลในธรรม3. ไหว้ดี เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ได้กลายเป็นกิจวัตรส่วนหนึ่งของชาวภาคใต้เพราะเชื่อว่าเมื่อไหว้แล้วจะเป็นมงคลแก่ตัวเองและนำความสวัสดีมีชัยมาให้ โดยเป็นการสวดเพื่อระลึกถึงคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้ช่วยคุ้มครองและบันดาลให้สัมฤทธิ์ผลในกิจที่ปรารถนา4. พิธีลอยเคราะห์ คนไทยภาคใต้มีความเชื่อตามศาสนาพราหมณ์ว่า คนเราทุกคนมีช่วงเวลาที่ดาวพระเคราะห์มาเสวยอายุ ยามใดที่ดาวพระเคราะห์มาเสวยอายุก็จะเกิดโทษกับผู้นั้น อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีเหตุการณ์ร้ายๆ มากระทบต่อการดำเนินชีวิตของตัวเองและญาติมิตร ดังนั้นจึงนิยมลอยเคราะห์เพื่อให้ตนพ้นจากเคราะห์กรรมนั้น ด้วยการนำต้นกล้วยมาทำเป็นแพ แล้วเอาผม เล็บ ขี้ไคล รวมทั้งดอกไม้ ธูปเทียน ใส่ในแพลอยน้ำไป5. การสื่อข่าวสาร การละเล่นของชาวบ้านภาคใต้ที่สืบทอดกันมา ทั้งหนังตะลุง โนรา เพลงบอก คำตัก ตลอดจนลิเกป่า ล้วนแต่มีบทบาทต่อสังคม ซึ่งนอกเหนือจากความบันเทิงแล้วยังทำหน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้ท่วงทันต่อสถานการณ์บ้านเมืองและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ศิลปะการแสดงเหล่านี้มีจุดเด่นอยู่ที่ท่วงทำนอง จังหวะ ถ้อยคำสำนวนที่เต็มไปด้วยปฏิภาณไหวพริบ และน้ำเสียงอันก่อให้เกิดความหรรษา ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของชาวบ้านมากกว่าสื่อธรรมดา
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552
หมู่บ้านโครงการคนอยู่ - ป่ายัง บ้านหลักเหล็ก
บ้านหลักเหล็ก ตั้งอยู่ท้องที่ หมู่ 6 ต. ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เดิมมีสภาพป่าสมบูรณ์ช่วงปี 2500 ได้มีประทานบัตรเหมืองแร่มีการทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ และเหมืองแร่เถื่อน ทั้งเหมืองแร่ฉีดและเหมืองแร่ ชักจอบตาม ลำคลองหลักเหล็ก ต่อมาเมื่อเลิกจากการทำเหมืองแร่ ก็ได้มีชาวบ้านและคนงานเหมืองแร่ในขณะนั้น บุกรุกแผ้วถางป่าทำไร่ข้าว และทำสวนกาแฟ มีการบุกรุกมากขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2528 – 2531 เพราะเป็นช่วงที่ราคากาแฟสูง
จากที่มีการบุกรุกแผ้วถางป่ามากขึ้น เหตุจากราคากาแฟสูงนี่เอง จึงมีการอพยพเข้ามาอยู่และทำกินในพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ กอปรกับสภาพพื้นที่บ้านหลักเหล็กสมบูรณ์ด้วยน้ำ และเป็นที่ราบกลางหุบเขา ซึ่งเหมาะแก่การทำสวน จึงล่อแหลมต่อการถูกบุกรุป่ามากที่สุด ทั้งเส้นทางคมนาคม ก็ใช้เส้นทางของเหมืองแร่และทางชักลากไม้เก่าที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ จึงเข้าไปได้ง่ายและสะดวก
หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ เห็นว่าหมู่บ้านหลักเหล็กเป็นหมู่บ้านกลางป่าแนวโน้มในการบุกรุกป่า มีมาก จึงเข้าดำเนินการโครงการคนอยู่ – ป่ายัง เมื่อปี 2537 พร้อมกับบ้านคลองเรือ โดยใช้วิธีการเดียวกับบ้านคลองเรือ คือ ให้ชุมชนคัดเลือกคณะกรรมการโครงการฯ ขึ้นมา 1 ชุด เพื่อเป็นตัวแทนในการพิจารณาดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการฯ ภายใต้กฎกติกาชุมชนที่ร่างกันขึ้นมาเอง แต่เป็นประโยชน์โดยรวมในการจัดการชุมชน จัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ ให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลและสมดุล โดยใช้เวที ชาวบ้านเป็นที่เสนอและพิจารณากิจกรรม
สถานการณ์ปัจจุบัน
การบุกรุกแผ้วถางบ้านหลักเหล็ก ได้หยุดลงอย่างเด็ดขาด ชุมชนเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมด้วยดี มีการจัดพื้นที่ทำกินกับเขตป่าอนุรักษ์อย่างชัดเจน และได้ชื่อว่าหมู่บ้านรักษาป่ายอดเยี่ยม จนได้รับคัดเลือกให้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ณ ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส มีการพัฒนาการเกษตรจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตร 4 ชั้น ทำให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีการต่อน้ำระบบประปาภูเขาใช้ทุกครัวเรือน องค์กรชุมชนเข้มแข็ง มีคณะนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ในประเทศเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ดำเนินการรักษากฏกติกาชุมชนอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด
ข้อมูลจำเพาะ
บ้านหลักเหล็ก มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 240-260 เมตร จุดกึ่งกลางหมู่บ้านตั้งอยู่ ณ พิกัด ML 627753 แผนที่ 1: 50,000 ระวางเลข 4728 มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ได้แก่ น้ำตกเหวเตย น้ำตกเหวโหลม, บัวผุด
ตารางข้อมูลบ้านหลักเหล็ก
ข้อมูลบ้านหลักเหล็ก
จำนวน
1.พื้นที่รวม
1.1 พื้นที่ทำกิน
1.2 พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
1.3 พื้นที่ทำกินเฉลี่ย (ไร่/ครอบครัว)
2. การอยู่อาศัย
2.1 อยู่ถาวร
2.2 อยู่ชั่วคราว
3. ประชากร
3.1 ชาย
3.2 หญิง
4. รายได้
5. ระยะทางจากถนนใหญ่
6. โรงเรียน
7. จำนวนพืชเกษตร
8,125 ไร่
1,341 ไร่
600 ไร่
25 ไร่
60 ครอบครัว
50 ครอบครัว
10 ครอบครัว
คน
คน
คน
90,000 บาท/ครอบครัว/ปี
กิโลเมตร
-
95 ต้น/ไร่
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ตารางแสดงข้อมูลประชากรเกี่ยวกับภูมิลำเนาเดิม
ภาค
จังหวัด
จำนวน
(ครัวเรือน)
จำนวน
ประชากร (คน)
รวม
ใต้
อีสาน
เหนือ
กลาง
สุราษฎร์ธานี
ชุมพร
ระนอง
อุดรธานี
ยโสธร
ศรีสะเกษ
สุรินทร์
หนองคาย
เลย
หนองบัวลำภู
นครราชสีมา
เพชรบูรณ์
ตราด
31
4
6
( รวม 41)
8
1
1
1
1
3
1
1
(รวม 17)
1
(รวม 1)
1
(รวม 1)
131
53
4
4
131
53
4
4
รวม 4 ภาค 60 ครอบครัว จำนวนประชากร 192 คน
คณะกรรมการโครงการคนอยู่-ป่ายัง
บ้านหลักเหล็ก หมู่ 6 ต. ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
……………………..
1. พ.ต.เสวก นาคสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการฯ
2. นายสายัณห์ ภูตาเพริศ รองประธานฯ
3. นายจักรพงศ์ เขียมวัชนะ เลขานุการ/เหรัญญิก
4. นายสุชาติ คงสุทธิ์ กรรมการ
5. นายเจริญพร ฤทธิพัฒน์ ”
6. นายอุดร อุตมะโยธิน ”
7. นายพูลสิน ใจสว่าง ”
8. นายวิชัยศักดิ์ ไชยชนะ ”
9. นายเกรียงไกร เสรีพงษ์ ”
10. นายประดับ เลกพล ”
11. นายเสริมพงษ์ อมรินทร์ ”
12. นายจรุงศักดิ์ จอมใจเหล็ก ”
13. นายอรุณ พันดวง ”
14. นายจรัส โคระพันธ์ ”
15. นายอดุล ยวนเกิด ”
ที่ปรึกษาประจำโครงการ
1. นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ
2. นายรุ่งโรจน์ ใหม่ซ้อน เจ้าหน้าที่ประจำโครงการฯ
กติกาชุมชนโครงการ “คนอยู่ – ป่ายัง” (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
บ้านหลักเหล็ก ปี พ.ศ. 2542
หมู่ 6 ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร
………………………….
แบ่งเป็นหมวดต่าง ๆ ดังนี้
หมวดที่ 1. การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ทำกิน
หมวดที่ 2. การใช้ไม้ใช้สอยในเขตพื้นที่ทำกิน
หมวดที่ 3. ว่าด้วยการทำแนวเขต
หมวดที่ 4 ว่าด้วยการรักษาสัตว์ป่า
หมวดที่ 1. การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ทำกิน
(1) ที่ทำกินให้ได้เท่าที่มีอยู่ ก่อนมติคณะรัฐมนตรี 22 เมษายน 2540
(2) ผู้ครอบครองที่ดินต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในกลุ่มบ้านหลักเหล็ก ม. 6 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
3) ห้ามมอบให้หรือซื้อขายที่ดินในหมู่บ้านโครงการฯ โดยเด็ดขาด เว้นแต่
3.1 ขายมอบให้บุคคลในสายเลือดที่สามารถตรวจสอบได้
3.2 ขายหรือมอบให้บุคคลที่อยู่ในกลุ่มบ้านหลักเหล็ก แต่ผู้ซื้อจะต้องรวมกับที่ดินเดิมกับที่ซื้อใหม่แล้วไม่เกิน 50 ไร่
3.3 หากมีการมอบหรือซื้อขายที่ดินตามข้อ (3.1, 3.2) จะต้องครอบครองโดยห้ามเปลี่ยนผู้ถือครองเป็นเวลา 5 ปี นับ
จากวันที่ตกลงมอบหรือซื้อขายกันโดยผ่านคณะกรรมการ
3.4 ในการมอบหรือซื้อขายที่ดิน ให้ทำได้เฉพาะพื้นที่ ๆ ที่เป็นสวนหรือพื้นที่การเกษตรทั่วไป ห้ามรวมถึงพื้นที่ป่าไส
หรือป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่ที่เป็นป่าต้องห้ามของหมู่บ้าน
(4) ในเขตพื้นที่ทำกินต้องปลูกไม้ใช้สอยมากกว่า 10 ต้น ต่อ 1 ไร่
บทลงโทษ ตามหมวดที่ (1)
- ตักเตือน ยึดพื้นที่ปลูกป่า
- ปรับเข้าหมู่บ้าน ยึดพื้นที่ปลุกป่า
- ดำเนินคดีตามกฎหมาย
หมวดที่ 2. หมวดไม้ใช้สอย
(1) ผู้ที่จะประสงค์นำไม้มาใช้สอยในครัวเรือน ต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ และให้ใช้ไม้ที่อยู่ในเขตพื้นที่ทำกินเท่านั้น
(2) กรรมการผู้รับคำร้อง ต้องนำคำร้องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคณะกรรมการ
(3) กรณีใช้ไม้เพื่อสาธารณะประโยชน์ จะต้องผ่านคณะกรรมการเกินครึ่งหนึ่ง
(4) ห้ามนำไม้รวมถึงไม้เรือนเก่าออกนอกหมู่บ้านโครงการ โดยเด็ดขาด
(5) ห้ามทำไม้เพื่อการค้า
บทลงโทษ ตามหมวดที่ (2)
- ตักเตือน ยึดไม้
- ปรับ ยึดไม้
- ดำเนินคดี
หมายเหตุ ผู้ฝ่าฝืนตามข้อ 4, 5 ต้องดำเนินคดีตามกฏหมายเพียงอย่างเดียว
หมวดที่ 3. ว่าด้วยการทำแนวเขต
(1) คณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการจัดทำแนวเขตที่ทำกิน เขตป่าอนุรักษ์ เขตป่าใช้สอยให้ชัดเจนโดยการถางแนว ติดป้ายตามแนวเขต หรือปักหลักปูน ทั้งนี้แนวเขตที่ทำกินต้องไม่ทับป่าแก่
(2) ห้ามเคลื่อนย้าย หรือทำลายหรือดัดแปลงแนวเขตหรือป้ายโดยเด็ดขาด ฝ่าฝืนปรับ500 - 5,000 บาท
(3) ผู้มีที่ทำกินติดต่อกับเขตป่าอนุรักษ์ ต้องดูแลรักษาแนวเขตและป้ายอยู่เสมอ ๆ หากมีความผิดปกติให้แจ้งต่อคณะกรรมการ หากไม่แจ้งให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ
(4) หากปรากฏว่าบุคคลใด รุกล้ำเกินแนวเขตตามที่ตกลงกันไว้กับหมู่บ้านให้ดำเนินคดีตามกฏหมายเพียงอย่างเดียว
หมวดที่ 4. ว่าด้วยการรักษาสัตว์ป่า
(1) ห้ามมีปืนแก๊ปหรืออุปกรณ์ล่าสัตว์ไว้ครอบครอง
(2) ห้ามล่าสัตว์ป่าทุกชนิด
(3) ห้ามช๊อตหรือเบื่อหรือระเบิดสัตว์น้ำ
(4) ผู้ฝ่าฝืนปรับ 2,000 – 10,000 บาท
บ้านหลักเหล็ก ตั้งอยู่ท้องที่ หมู่ 6 ต. ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เดิมมีสภาพป่าสมบูรณ์ช่วงปี 2500 ได้มีประทานบัตรเหมืองแร่มีการทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ และเหมืองแร่เถื่อน ทั้งเหมืองแร่ฉีดและเหมืองแร่ ชักจอบตาม ลำคลองหลักเหล็ก ต่อมาเมื่อเลิกจากการทำเหมืองแร่ ก็ได้มีชาวบ้านและคนงานเหมืองแร่ในขณะนั้น บุกรุกแผ้วถางป่าทำไร่ข้าว และทำสวนกาแฟ มีการบุกรุกมากขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2528 – 2531 เพราะเป็นช่วงที่ราคากาแฟสูง
จากที่มีการบุกรุกแผ้วถางป่ามากขึ้น เหตุจากราคากาแฟสูงนี่เอง จึงมีการอพยพเข้ามาอยู่และทำกินในพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ กอปรกับสภาพพื้นที่บ้านหลักเหล็กสมบูรณ์ด้วยน้ำ และเป็นที่ราบกลางหุบเขา ซึ่งเหมาะแก่การทำสวน จึงล่อแหลมต่อการถูกบุกรุป่ามากที่สุด ทั้งเส้นทางคมนาคม ก็ใช้เส้นทางของเหมืองแร่และทางชักลากไม้เก่าที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ จึงเข้าไปได้ง่ายและสะดวก
หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ เห็นว่าหมู่บ้านหลักเหล็กเป็นหมู่บ้านกลางป่าแนวโน้มในการบุกรุกป่า มีมาก จึงเข้าดำเนินการโครงการคนอยู่ – ป่ายัง เมื่อปี 2537 พร้อมกับบ้านคลองเรือ โดยใช้วิธีการเดียวกับบ้านคลองเรือ คือ ให้ชุมชนคัดเลือกคณะกรรมการโครงการฯ ขึ้นมา 1 ชุด เพื่อเป็นตัวแทนในการพิจารณาดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการฯ ภายใต้กฎกติกาชุมชนที่ร่างกันขึ้นมาเอง แต่เป็นประโยชน์โดยรวมในการจัดการชุมชน จัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ ให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลและสมดุล โดยใช้เวที ชาวบ้านเป็นที่เสนอและพิจารณากิจกรรม
สถานการณ์ปัจจุบัน
การบุกรุกแผ้วถางบ้านหลักเหล็ก ได้หยุดลงอย่างเด็ดขาด ชุมชนเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมด้วยดี มีการจัดพื้นที่ทำกินกับเขตป่าอนุรักษ์อย่างชัดเจน และได้ชื่อว่าหมู่บ้านรักษาป่ายอดเยี่ยม จนได้รับคัดเลือกให้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ณ ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส มีการพัฒนาการเกษตรจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตร 4 ชั้น ทำให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีการต่อน้ำระบบประปาภูเขาใช้ทุกครัวเรือน องค์กรชุมชนเข้มแข็ง มีคณะนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ในประเทศเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ดำเนินการรักษากฏกติกาชุมชนอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด
ข้อมูลจำเพาะ
บ้านหลักเหล็ก มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 240-260 เมตร จุดกึ่งกลางหมู่บ้านตั้งอยู่ ณ พิกัด ML 627753 แผนที่ 1: 50,000 ระวางเลข 4728 มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ได้แก่ น้ำตกเหวเตย น้ำตกเหวโหลม, บัวผุด
ตารางข้อมูลบ้านหลักเหล็ก
ข้อมูลบ้านหลักเหล็ก
จำนวน
1.พื้นที่รวม
1.1 พื้นที่ทำกิน
1.2 พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
1.3 พื้นที่ทำกินเฉลี่ย (ไร่/ครอบครัว)
2. การอยู่อาศัย
2.1 อยู่ถาวร
2.2 อยู่ชั่วคราว
3. ประชากร
3.1 ชาย
3.2 หญิง
4. รายได้
5. ระยะทางจากถนนใหญ่
6. โรงเรียน
7. จำนวนพืชเกษตร
8,125 ไร่
1,341 ไร่
600 ไร่
25 ไร่
60 ครอบครัว
50 ครอบครัว
10 ครอบครัว
คน
คน
คน
90,000 บาท/ครอบครัว/ปี
กิโลเมตร
-
95 ต้น/ไร่
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ตารางแสดงข้อมูลประชากรเกี่ยวกับภูมิลำเนาเดิม
ภาค
จังหวัด
จำนวน
(ครัวเรือน)
จำนวน
ประชากร (คน)
รวม
ใต้
อีสาน
เหนือ
กลาง
สุราษฎร์ธานี
ชุมพร
ระนอง
อุดรธานี
ยโสธร
ศรีสะเกษ
สุรินทร์
หนองคาย
เลย
หนองบัวลำภู
นครราชสีมา
เพชรบูรณ์
ตราด
31
4
6
( รวม 41)
8
1
1
1
1
3
1
1
(รวม 17)
1
(รวม 1)
1
(รวม 1)
131
53
4
4
131
53
4
4
รวม 4 ภาค 60 ครอบครัว จำนวนประชากร 192 คน
คณะกรรมการโครงการคนอยู่-ป่ายัง
บ้านหลักเหล็ก หมู่ 6 ต. ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
……………………..
1. พ.ต.เสวก นาคสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการฯ
2. นายสายัณห์ ภูตาเพริศ รองประธานฯ
3. นายจักรพงศ์ เขียมวัชนะ เลขานุการ/เหรัญญิก
4. นายสุชาติ คงสุทธิ์ กรรมการ
5. นายเจริญพร ฤทธิพัฒน์ ”
6. นายอุดร อุตมะโยธิน ”
7. นายพูลสิน ใจสว่าง ”
8. นายวิชัยศักดิ์ ไชยชนะ ”
9. นายเกรียงไกร เสรีพงษ์ ”
10. นายประดับ เลกพล ”
11. นายเสริมพงษ์ อมรินทร์ ”
12. นายจรุงศักดิ์ จอมใจเหล็ก ”
13. นายอรุณ พันดวง ”
14. นายจรัส โคระพันธ์ ”
15. นายอดุล ยวนเกิด ”
ที่ปรึกษาประจำโครงการ
1. นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ
2. นายรุ่งโรจน์ ใหม่ซ้อน เจ้าหน้าที่ประจำโครงการฯ
กติกาชุมชนโครงการ “คนอยู่ – ป่ายัง” (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
บ้านหลักเหล็ก ปี พ.ศ. 2542
หมู่ 6 ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร
………………………….
แบ่งเป็นหมวดต่าง ๆ ดังนี้
หมวดที่ 1. การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ทำกิน
หมวดที่ 2. การใช้ไม้ใช้สอยในเขตพื้นที่ทำกิน
หมวดที่ 3. ว่าด้วยการทำแนวเขต
หมวดที่ 4 ว่าด้วยการรักษาสัตว์ป่า
หมวดที่ 1. การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ทำกิน
(1) ที่ทำกินให้ได้เท่าที่มีอยู่ ก่อนมติคณะรัฐมนตรี 22 เมษายน 2540
(2) ผู้ครอบครองที่ดินต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในกลุ่มบ้านหลักเหล็ก ม. 6 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
3) ห้ามมอบให้หรือซื้อขายที่ดินในหมู่บ้านโครงการฯ โดยเด็ดขาด เว้นแต่
3.1 ขายมอบให้บุคคลในสายเลือดที่สามารถตรวจสอบได้
3.2 ขายหรือมอบให้บุคคลที่อยู่ในกลุ่มบ้านหลักเหล็ก แต่ผู้ซื้อจะต้องรวมกับที่ดินเดิมกับที่ซื้อใหม่แล้วไม่เกิน 50 ไร่
3.3 หากมีการมอบหรือซื้อขายที่ดินตามข้อ (3.1, 3.2) จะต้องครอบครองโดยห้ามเปลี่ยนผู้ถือครองเป็นเวลา 5 ปี นับ
จากวันที่ตกลงมอบหรือซื้อขายกันโดยผ่านคณะกรรมการ
3.4 ในการมอบหรือซื้อขายที่ดิน ให้ทำได้เฉพาะพื้นที่ ๆ ที่เป็นสวนหรือพื้นที่การเกษตรทั่วไป ห้ามรวมถึงพื้นที่ป่าไส
หรือป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่ที่เป็นป่าต้องห้ามของหมู่บ้าน
(4) ในเขตพื้นที่ทำกินต้องปลูกไม้ใช้สอยมากกว่า 10 ต้น ต่อ 1 ไร่
บทลงโทษ ตามหมวดที่ (1)
- ตักเตือน ยึดพื้นที่ปลูกป่า
- ปรับเข้าหมู่บ้าน ยึดพื้นที่ปลุกป่า
- ดำเนินคดีตามกฎหมาย
หมวดที่ 2. หมวดไม้ใช้สอย
(1) ผู้ที่จะประสงค์นำไม้มาใช้สอยในครัวเรือน ต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ และให้ใช้ไม้ที่อยู่ในเขตพื้นที่ทำกินเท่านั้น
(2) กรรมการผู้รับคำร้อง ต้องนำคำร้องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของคณะกรรมการ
(3) กรณีใช้ไม้เพื่อสาธารณะประโยชน์ จะต้องผ่านคณะกรรมการเกินครึ่งหนึ่ง
(4) ห้ามนำไม้รวมถึงไม้เรือนเก่าออกนอกหมู่บ้านโครงการ โดยเด็ดขาด
(5) ห้ามทำไม้เพื่อการค้า
บทลงโทษ ตามหมวดที่ (2)
- ตักเตือน ยึดไม้
- ปรับ ยึดไม้
- ดำเนินคดี
หมายเหตุ ผู้ฝ่าฝืนตามข้อ 4, 5 ต้องดำเนินคดีตามกฏหมายเพียงอย่างเดียว
หมวดที่ 3. ว่าด้วยการทำแนวเขต
(1) คณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการจัดทำแนวเขตที่ทำกิน เขตป่าอนุรักษ์ เขตป่าใช้สอยให้ชัดเจนโดยการถางแนว ติดป้ายตามแนวเขต หรือปักหลักปูน ทั้งนี้แนวเขตที่ทำกินต้องไม่ทับป่าแก่
(2) ห้ามเคลื่อนย้าย หรือทำลายหรือดัดแปลงแนวเขตหรือป้ายโดยเด็ดขาด ฝ่าฝืนปรับ500 - 5,000 บาท
(3) ผู้มีที่ทำกินติดต่อกับเขตป่าอนุรักษ์ ต้องดูแลรักษาแนวเขตและป้ายอยู่เสมอ ๆ หากมีความผิดปกติให้แจ้งต่อคณะกรรมการ หากไม่แจ้งให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ
(4) หากปรากฏว่าบุคคลใด รุกล้ำเกินแนวเขตตามที่ตกลงกันไว้กับหมู่บ้านให้ดำเนินคดีตามกฏหมายเพียงอย่างเดียว
หมวดที่ 4. ว่าด้วยการรักษาสัตว์ป่า
(1) ห้ามมีปืนแก๊ปหรืออุปกรณ์ล่าสัตว์ไว้ครอบครอง
(2) ห้ามล่าสัตว์ป่าทุกชนิด
(3) ห้ามช๊อตหรือเบื่อหรือระเบิดสัตว์น้ำ
(4) ผู้ฝ่าฝืนปรับ 2,000 – 10,000 บาท
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
